
ก๋งแดงต้นตระกูลพวงมาลัย ถ่อเรือจากจีนผืนแผ่นดินใหญ่เนื่องจาก หนีภัยจากสงครามผ่านเข้ามาในแม่น้ำเจ้าพระยา เข้าสู่ประเทศไทยด้วยหวังไปตายเอาดาบหน้า ก๋งแดงวัย 30 ปี เศษผู้เต็มเปี่ยมไปด้วยภูมิความรู้ทางการแพทย์แผนจีน เข้าสู่ประเทศไทยด้วยเรือเอี้ยมจุ้นขนาดปานกลาง ไม่รู้เดือนรู้ตะวันมุ่งมั่นให้ถึงเมืองไทยมากที่สุด ด้วยหวังว่าเมืองไทยเป็นเมืองที่ปลอดภัย และสามารถตั้งรกรากได้ สุดท้ายจุดตั้งมั่นเรือคือวัดลักษณาราม อำเภอบ้านแหลม ก๋งแดงและพี่น้องอีก 2 หนุ่มจับวัดลักษณ์เป็นที่มั่นที่แรกในการปักรกรากทำมาหากิน อาชีพที่ทำได้ขณะนั้นคืออาชีพประมง ทั้งสามหนุ่มทำอาชีพประมงอยู่นาน ผลสุดท้ายฟ้าเป็นใจให้ตั้งรกรากอยู่ประเทศไทย จู่ ๆ ย่าแพรขณะนั้นอายุ 20 ปีเศษออกจากวังสระประทุมมาเที่ยวที่วัดลักษณ์พร้อมกับย่าเจ็กและย่าปัด 3ใบเถา(บ้านเดิมย่าทั้ง 3 เป็นคนจังหวัดอยุธยา)ย่าแพรได้พบกับก๋งแดงผลสุดท้ายย่าแพรตัดสินใจออกจากวังสระปทุมมาแต่งงานอยู่กินกับก๋งแดง ส่วนย่าปัดและย่าเจ็กก็มีครอบครัวอยู่วัดลักษณารามเช่นกัน หลังจากแต่งงานก๋งแดงเริ่มหยุดอาชีพการทำประมงหันมาประกอบอาชีพดูแลคนป่วยโดยใช้การแมะแบบจีนแล้วเขียนยาให้ผู้ป่วยไปหาซื้อเอง ส่วนย่าแพรอาศัยความรู้ความสามารถในสมัยอยู่วังสระปทุมมาช่วยดูแลผู้หญิงหลังคลอดโดยการ นวด ประคบ ขัดสีฉวีวรรณให้สาว ๆหลังคลอดบุตร(ย่าแพรสมัยอยู่วังสระประทุมมีหน้าที่คอยดูแลสนมฝ่ายใน ย่าแพรมีความชำนาญในการดูแลผิวพรรณด้วยการใช้สมุนไพรต่าง ๆมาก) ก๋งแดงมีความสามารถเรื่องการรักษาโรคทั่วไปและโรคกระดูกเช่นการต่อกระดูกต่อมาย่าแพรมีบุตรคือหมอเรือง ด้วยความไม่รู้หนังสือไทยของก๋งแดง ก๋งแดงจึงพร่ำสอนหมอเรืองด้านการแพทย์แผนจีน ส่วนย่าแพรก็พร่ำสอนแต่เรื่องสมุนไพรไทย หมอเรืองจึงได้มีโอกาสเรียนแมะรักษาโรคจากก๋งแดงผู้เป็นบิดาและได้เรียนรู้สมุนไพรไทยจากย่าแพรผู้เป็นมารดา วันหนึ่ง ๆจะมีคนมาให้หมอเรืองรักษามากมาย
จุดเด่นที่สุดของหมอเรืองคือรักษาโรคเด็กอ่อนโดยการฝาดยา ผูกข้อมือเด็กด้วยคาถาอาคม เพราะเชื่อว่าการทำเช่นนี้จะช่วยป้องกันแม่ซื้อทักทาย ทำให้เด็กเติบโตโดยไม่ค่อยเจ็บป่วยบางวันหมอเรืองต้องเดินทางไปดูผู้ป่วยถึงกรุงเทพมหานคร โดยการเดินเท้าเปล่าจากเพชรบุรีถึงบางกะปิ ชื่อเสียงหมอเรืองโด่งดังมากต่อมาหมอเรืองได้แต่งงานอยู่กินกับย่าเลี่ยม มีบุตรคือ หมอชอน และบุตรอีกหลายคน หมอชอนได้สืบทอดวิชาแมะจากหมอเรืองผู้เป็นบิดาอย่างเข้มงวดตั้งแต่เยาว์วัยโดยหมอเรืองมักให้หมอชอนไปหายาในป่ามาให้เสมอ ด้วยไหวพริบปฎิภาณทำให้เรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว
จากความรู้ที่ถูกถ่ายทอดโดยการเรียนไปดูไปทำไปทำให้หมอชอนรับรู้ได้อย่างรวดเร็ว แต่ด้วยความเกเร ใจนักเลงและความคิดไม่อยากเป็นหมอทำให้ชีวิตหมอชอนเร่ร่อน หันไปเชิดหนังตะลุงบ้าง เล่นการพนันบ้าง เล่นดนตรีไทยบ้างแต่ทุกเรื่องที่หมอชอนให้ความสนใจ หมอชอนจะทำได้ดีและสำเร็จเป็นอาชีพที่รักทุกเรื่อง ยามใดที่หมอเรืองไม่อยู่หมอชอนก็จะออกไปดูไข้แทนบิดาเสมอ ล่วมยาหมอเรืองจะใช้ย่ามสีแดงมีทุกอย่างตั้งแต่สายสิญจน์จนตัวยาอย่างละนิดละหน่อยจนชาวบ้านเรียกติดปากว่าหมอเรืองย่ามแดง ส่วนล่วมยาหมอชอนจะเป็นกระเป๋าเหล็กสีเขียวข้างกระเป๋าเขียนว่าผู้ชนะสิบทิศ ทุกครั้งที่ออกไปดูแลคนป่วยไข้หมอชอนจะเอาล่วมยามาวางไว้ตามทางสามแพ่งที่ตนเองคิดว่าเป็นเส้นทางที่บุตรชายบุตรสาวกลับจากโรงเรียนจะได้ช่วยนำกลับบ้าน ตนเองก็หายตัวไป หมอเรืองเริ่มเดินทางไปรักษาคนที่กรุงเทพบ่อยเข้าบางครั้ง3-4เดือนถึงได้กลับบ้านทำให้หมอชอนต้องดูแลคนป่วยมากขึ้น ทุกครั้งที่มีคนมาตามให้ไปดูไข้หมอชอนจะรีบไปเดี๋ยวนั้นทันที หมอชอนถูกสั่งสอนจากหมอเรืองว่าหากไปดูไข้ช้าอาจช่วยไม่ทันเพราะการแพทย์สมัยนั้นยังไม่เจริญเท่าใดนักไม่ว่าดึกดื่นเพียงใดหมอชอนจะต้องรีบขวนขวายไปทันทีเดินบ้างวิ่งบ้างหากจักรยานเสีย หมอชอนจะไม่ออกไปดูไข้กรณีเดียวหากคนที่มาตามหมอมา 3 คน หมอชอนและหมอเรืองจะมีเงื่อนไขเหมือนกัน เพราะถือเคล็ดว่ามา3 หมอไปอีกหนึ่งเท่ากับเป็น4คน เท่ากับว่าไปหามศพพอดี และทุกครั้งที่ไม่ไปในกรณีแบบนี้คนไข้จะตายเกือบทุกราย หลังจากหมอเรืองเสียชีวิตหมอชอนได้กลับมารักษาคนไข้อย่างจริงจังมีผู้คนมาให้รักษามากมายวันหนึ่งมากกว่า100 คน หมอชอนจะใช้เวลารักษาคนไข้ตั้งแต่ 8.00 น.-17.00 น บางวันถึงตีหนึ่งตีสองยกเว้นวันพฤหัสเพราะถือว่าเป็นวันครู

- ไม่ทานยาตัวเองเพราะเชื่อว่าหากทานยาที่ตนเองปรุงเพื่อรักษาคนไข้แล้วจะทำให้ยานั้นรักษาใครไม่หาย
- ถือการรักษาขันธ์ 5 เป็นสำคัญคือเข้ารักษาทีละ 5 คน ห้ามขาดห้ามเกินเพราะเชื่อว่าการไม่ครบขันธ์หรือเกินขันธ์ทำให้ไปตัดบุญของคนอื่นเดี๋ยวคนอื่นจะรักษาไม่หาย
- ไม่คิดว่าตนเองเป็นหมอที่เก่งแต่ให้คิดว่าครูบาอาจารย์ของการแพทย์เป็นผู้ที่เก่งการวางยาทุกครั้งครูบาอาจารย์วางยาเองตนเป็นเพียงผู้ช่วย
- ถือหลักธาตุทั้ง 4เป็นตัวกำหนด ความสำคัญของร่างกายทั้งหมดอยู่ที่ธาตุหากธาตุทั้ง4ไม่สมดุลร่างกายจะเจ็บป่วยจึงจำเป็นต้องรักษาธาตุให้สมดุลอยู่เสมอ หากผู้ป่วยมาให้ตรวจเกิน 10 โมงเช้าหมอชอนถือว่าธาตุไฟสลายไม่สามารถคำนวณธาตุให้แม่นยำได้ต้องมาวันหลังใหม่
- การตรวจโรคของหมอชอนใช้วิธีแมะข้อมือแบบจีนดูหยินหยางของร่างกายพร้อมการแมะเท้าแบบไทยดูตำแหน่งของการเสียสมดุลของร่างกายและใช้การคูณธาตุประกอบเพื่อเช็คความแม่นยำหากพบผู้ป่วยหนักที่ไม่มั่นใจหมอชอนจะใช้เลขฐาน 7 ตัวมาคำนวณว่าตกศูนย์หรือไม่หากคำนวณแล้วตกศูนย์หมอชอนจะไม่วางยาแต่จะคำนวณวันตายและเวลาตายให้ผู้ป่วยแทนหรือถ้าตรวจผู้ป่วยตั้งท้องหมอชอนจะคำนวณวันเวลาคลอดให้เลย จากการคำนวณที่แม่นยำทำให้หมอชอนได้รับขนานนามว่า หมอเทวดา
หมอชอนอบรมสั่งสอนบุตรหลานให้ใส่ใจวิธีการตรวจโรคที่ตนเองมั่นใจว่าเป็นวิธีการที่พยากรณ์โรคและการวางยาได้อย่างแม่นยำนี้อย่างขมักเขม่น ด้วยหวังว่าการแพทย์แผนไทยจะเป็นทางเลือกที่ดีทางหนึ่ง ด้วยขณะเจ็บป่วย
|